ชาสกัดเย็น vs ชาชงร้อน แบบไหนมี "สารต้านอนุมูลอิสระ" สูงกว่ากัน?

ชาสกัดเย็น vs ชาชงร้อน แบบไหนมี "สารต้านอนุมูลอิสระ" สูงกว่ากัน?

ชาสกัดเย็น vs ชาชงร้อน แบบไหนมี "สารต้านอนุมูลอิสระ" สูงกว่ากัน?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชาชงร้อน VS ชาสกัดเย็น แบบไหนมี "สารต้านอนุมูลอิสระ" สูงกว่ากัน?

สำหรับสายรักสุขภาพแล้ว "ชา" ถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้สดชื่น แต่ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาชงร้อนกลิ่นหอมกรุ่น หรือชาเย็นสกัดเย็น (Cold-brewed Iced Tea) ดับกระหาย แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ระหว่างการชงชาด้วยน้ำร้อนกับการชงด้วยน้ำเย็น ชาแบบไหนจะให้คุณค่าทางโภชนาการและสารต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่ากัน?

การดื่มชาไม่เติมน้ำตาลเป็นจิบเครื่องดื่มสุขภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายและช่วยลดการอักเสบในร่างกาย แม้ทั้งชาร้อนและชาเย็นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งคู่ แต่ในแง่ของปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ "ชาร้อน" ถือเป็นทางเลือกที่โดดเด่นกว่า


1. ชาร้อน: ตัวแม่แห่งการดึงสารต้านอนุมูลอิสระ

การชงชาด้วยน้ำร้อนเป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน และเป็นวิธีที่ช่วยดึงสารต้านอนุมูลอิสระออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ความร้อนจากน้ำจะช่วยย่อยสลายโครงสร้างของใบชา ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบจากพืชถูกปลดปล่อยออกมาในน้ำชามากขึ้น

งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ชาที่ชงด้วยน้ำร้อนมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาที่ชงด้วยวิธีสกัดเย็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม **"ชาเขียว"** การใช้น้ำเดือดจัดชงชาจะช่วยดึงสารพอลีฟีนอล (Polyphenols) ออกมาได้มากกว่าการใช้น้ำอุ่น ซึ่งสารพอลีฟีนอลในชานี้มีส่วนช่วยในการดูแลหลอดเลือดให้แข็งแรง ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกเสริมระบบย่อยอาหาร และกระตุ้นเกราะป้องกันของร่างกาย

นอกจากนี้ การจิบชาร้อนๆ ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย โดยมีผลวิจัยชี้ว่าการดื่มชาร้อนหรือชาอุ่นๆ ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น แถมยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและลดความเสี่ยงของอาการท้องผูกได้อีกด้วย


2. ชาเย็นสกัดเย็น (Cold Brew): สดชื่น นุ่มนวล ไม่ขมลิ้น

การทำชาเย็นสกัดเย็น (Cold-brewed Iced Tea) คือการแช่ใบชาในน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็น โดยใช้เวลาหมักยาวนานประมาณ 8 ถึง 16 ชั่วโมง ซึ่งกระบวนการที่ใช้เวลานานนี้จะทำให้ได้ชาที่มีรสชาตินุ่มนวลและมีความขมน้อยกว่าชาร้อน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้ใช้ความร้อนในการชง ใบชาจึงไม่สามารถปลดปล่อยสารต้านอนุมูลอิสระออกมาได้มากเท่ากับการชงร้อน แต่กรณีนี้อาจมีข้อยกเว้นสำหรับชาสมุนไพรบางชนิด เช่น งานวิจัยในปี 2019 พบว่า การชงชาแรนโบส (Rooibos Tea) ด้วยน้ำเย็นนาน 8 ชั่วโมง ให้ระดับสารต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับการชงด้วยน้ำร้อน 5 นาที

ข้อดีของชาเย็นคือความสดชื่น การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หลังการออกกำลังกายช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้ดี และหากคุณติดนิสัยชอบดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มชูกำลังยามบ่าย ชาเย็นไม่หวานก็เป็นทางเลือกสุขภาพทดแทนที่ดีเยี่ยม


ชาแบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?

ไม่ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือเย็น การดื่มชาที่ไม่เติมน้ำตาลเป็นประจำล้วนส่งผลดีต่อร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้แก่:

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • โรคอ้วน
  • โรคมะเร็งบางชนิด
  • โรคหัวใจ
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • ภาวะสมองเสื่อม

สรุป: หากเป้าหมายหลักของคุณคือการได้รับ "สารต้านอนุมูลอิสระ" ให้ได้มากที่สุด "ชาร้อน" คือคำตอบที่ใช่ที่สุด เพราะความร้อนช่วยละลายสารประกอบสำคัญในใบชาได้ดีกว่า แต่ถ้าชอบชาเย็น ชาเย็นก็ยังคงให้สารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงและมีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน


5 ทริกง่ายๆ ดื่มชาอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เคล็ดลับการชงและดื่มชาเพื่อสุขภาพ

  1. ใช้น้ำเดือดชงชา: เพื่อกระตุ้นให้ใบชาปลดปล่อยสารต้านอนุมูลอิสระออกมามากที่สุด
  2. ทริกทำชาเย็นให้ได้ประโยชน์สูง: ให้ชงชาด้วยน้ำเดือดก่อนเพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระเต็มที่ จากนั้นค่อยนำไปแช่เย็นในตู้เย็น
  3. การชงชาเขียว: ควรพักน้ำเดือดให้อุ่นลงเล็กน้อยก่อนชง เพื่อลดรสขมของชา (แม้อาจลดปริมาณพอลีฟีนอลลงเล็กน้อยก็ตาม)
  4. เลี่ยงน้ำตาลและน้ำผึ้ง: หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลเพิ่ม หากต้องการความนุ่มนวลให้เติมนมสดหรือนมจากพืชสูตรไม่หวานแทน
  5. เพิ่มรสชาติด้วยธรรมชาติ: ใส่ผลไม้หั่นชิ้นลงในชาเย็น หรือบีบน้ำเลมอน/มะนาวสดลงในชาร้อนหรือชาเย็นเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่น
เรียบเรียงภาษาไทยสำหรับ Sanook
ต้นฉบับบทความโดย: Carrie Madormo, RN, MPH (Verywell Health)
อ้างอิงข้อมูล: Molecules (2023), Antioxidants (2019/2023), American Heart Association
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล